Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กุมภาพันธ์, 2010

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน พี่,ป้า,น้า,อา,และแม่สาวหน้ามน..(เอ๊ะ..หมายถึงใคร) วันนี้ได้กฤษ์ แนะนำตัวกานหน่อย สำหรับตัวผมนั้นชื่อที่เรียกสั้นๆ เบ็นซ์ ครับ เกิดที่ กทม แต่ไปโตที่ จ.ร้อยเอ็ด อนุบาลเรียนอยู่ที่โรงเรียน..ไม่ต้องขนาดนั้น   แหะๆ ตอนนี้เรียนจบแล้วครับ จบมาได้สองปีแล้ว ก็ทำงานเกี่ยวกับด้านการออกแบบจัดทำเว็บไซต์ครับ ่ทำมา เกือบ 2 ปี จนบริษัทต้องหยุดกิจการ (- – “) ก็ได้กลับไปบวชที่บ้าน แล้วกลับขึ้นมาที่กรุงเทพฯ มาหางานทำ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้งาน ก็เข้าๆ ออกๆ เว็บนี้้ ตั้งแต่ต้นปี ย้อนความกันไปที่ ตอนที่กลังจากสึกออกมา ผมก็ได้ไปช่วยพี่เขยและยายเกี่ยวข้าว ที่บ้านปลูกข้าวครับ พอเกี่ยวเสร็จก็ไม่ได้ทำอะไรมีบ่อน้ำอยู่แต่รกร้าง มีืที่นาอยู่แต่ก็ถูกปล่อยไว้ให้แดดเผาเฉยๆ หมายถึงหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ตายายท่านก็แก่มากแล้ว คนที่ทำนาหลักๆก็คือพี่เขย พี่สาวผมก็ทำงานเสริมสวย เกี่ยวข้าวเสร็จผมก็มีโอกาสได้ปลูกผักในแปลงเล็กๆของยาย ทำด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำเพราะอยากทำ ผมก็ยังไม่ได้คิดที่จะไปเป็นเกษตรกรหรอกครับตอนนั้น แต่ได้ทำเพราะว่ารู้สึกสนุก และมีความสุขดีที่ได้ทำ เช้ามาก็มานั่งดูการเจริญเติบโตของมัน ถอนหญ้า รดน้ำ บางแปลงไม่ขึ้น ก็ไม่รู้เพราะอะไร สันนิฐานไปต่างๆ นานา ที่บ้านก็ไม่มีเน็ต ผมได้กลับมาที่กรุงเทพ และได้ค้นคว้าหาข้อมูลการปลูกผัก และเรื่องของการทำเกษตร จนมาได้พบเว็บบ้านสวนพอเพียง ตั้งแต่ต้นปี ก็เข้าๆ ออกๆ จนทุกวันนี้

ผมได้รู้จักวิธีการทำเกษตรและเข้าใจเรื่องพืชมากขึ้น จากการศึกษา Video clip,บทความ ต่างๆ ทั้งจากเว็บบ้านสวนและเว็บอื่นๆ ทำให้ผมได้คิดย้อนกลับไปถึงบ้าน ที่บ้านยังใช้ปุ๋ยเคมีนะครับ ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่ผมได้ปลูกผมก็ใช้ปุ๋ยเคมี คนแถวนั้นก็แนะให้ไปซื้อปุ๋ย ผมต้องไปซื้อปุ๋ย แต่ก็มีสะกิดในใจอยู่นะว่า เราน่าจะทำปุ๋ยเองได้นะ มันเลือนๆ อยู่ในหัว เรื่องการทำปุ๋ยใช้เอง เคยเรียนสมัยประถม และหลังจากนั้นผมไม่เคยศึกษาเรื่องการทำเกษตรอีกเลยตั้งแต่จบประถม และเพียงเดือนกว่าที่ผมได้ศึกษาเรื่องการทำเกษตรแบบจริงจัง จนบัดนี้ ผมได้รู้แล้วว่าเรื่องการทำเกษตร ไม่ไช่เกษตรธรรดา เป็นเกษตรอินทรีย์ ที่ปฏิบัติกันอย่างถูกต้องและเข้าใจในธรรมชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากดินจะไม่เสียแล้ว ยังได้ผลผลิตที่สะอาดปลอดภัย เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติการทำเกษตรของตัวเองใหม่และที่สำคัญไปกว่านั้น การดำรงชีวิตอยู่แบบพอเพียง ก็เป็นสิ่งที่จะลืมกันเสียไม่ได้เลย

ตอนนี้ผมอยากจะกลับบ้านที่ จ.ร้อยเอ็ด มากครับ อยากนำวิชาความรู้ที่ได้จากการศึกษาข้อมูลไปลองปฏิบัติ แต่ก็คงทำได้แค่คิดเพราะ การที่จะกลับลงไปแต่ตัวคงจะเป็นเรื่องยากและลำบากที่จะทำอะไรต่อมิอะไร เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ก็คงต้องอยู่ในห้องแคบๆ แบบนี้กันต่อไปอีกสักระยะ เห้อ….

ก็ขอบคุณทุกท่านที่อ่านกันมาถึงตรงนี้ สุดท้ายนี้ผมก็มี วิดีโอคลิบมาฝาก ให้ข้อคิดและแนวทางในการดำรงชีวิตที่ดีมากเลยครับ หลายคนอาจจะเคยได้ดูแล้ว แต่สำหรับผม ผมยังไม่เคยดูครับ ใครที่เคยดูแล้วก็เอามาให้ อ๋อ..กานเล่น ^^ เชิญชมครับ V

ปราชญ์ชาวบ้าน- พ่อผาย สร้อยสระกลาง

พระ ว.วชิรเมธี

Advertisements

Read Full Post »

ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่ว  ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง  100 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง  ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ  6  มิลลิเมตร มี 10 -20  เมล็ด / ฝัก

การเตรียมดินและการปลูก มี  2  วิธี

1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน
1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว  ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว  วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว
1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง  หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น

2. ปลูกโดยการเตรียมดิน
ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้  ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี

การดูแลรักษา
หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ  3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน  ไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ  50 – 60 วัน
ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ  120 – 130 วัน ศัตรูที่สำคัญได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน

การเก็บเกี่ยวผลผลิต   มี 2 วิธี
1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน
2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย  ผลผลิตเฉลี่ย 80 –  120  กิโลกรัมต่อไร่  ราคาเฉลี่ย  20 – 25  บาทต่อกิโลกรัม  จำหน่ายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครราสีมาและเกษตรกร
ทั่วไป

สรุป
การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน
มีนาคม  ไถกลบต้นตอ
จากการยืนยันของเกษตรกร นายสำรวย  โมรานอก  ในการปลูก ปีที่ 1 – 2 การเจริญเติบโตไม่ดีนัก หลังจาก 5 ปี ปอเทืองจะเจริญสมบูรณ์ และข้าวที่ปลูกไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ดังนั้นนอกจากจะเป็นพืชบำรุงดินแล้วยังมีรายได้เสริม 2,000 – 3,000 บาท/ไร่

Read Full Post »

เชื่อว่าหลายคนก็จะหาวิธีกำจัดด้วยสารเคมีซึ่งก็จะเกิดการตกค้างของสารเคมีและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ วันนี้เรามีวิธีกำจัดบรรดาแมลงเหล่านี้ด้วยธรรมชาติมาให้คุณๆ ได้ลองใช้กัน

ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดตามทางที่มดเดิน

โรยพริกป่น สะระแหน่แห้ง กากกาแฟ ตามบริเวณที่มดเดินหรือบีบมะนาวตามรูเข้าของมดแล้วทิ้งเปลือกไว้ตรงนั้น หรืออาจจะปลูกต้นสะระแหน่ไว้รอบบ้านก็ได้

ใช้ผงฟูโรยตามทางของมด

ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเช็ดตามทางเดินมด แมลงสาบ

ใช้ข้าวโอ๊ตหรือแป้งข้าวโพดผสมปูนปาสเตอร์ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน

ใช้ผงฟูผสมกับน้ำตาลทรายอย่างละเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่มีแมลงสาบ

ใช้แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ บอแรกซ์ 4 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากันใช้โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน

ใช้กาบมะพร้าวหรือเปลือกส้มตากแห้งสุมไฟ เพื่อให้เกิดควันไล่ยุง

ปลูกต้นแก้วหรือต้นราตรีไว้บริเวณปากประตู หน้าต่าง จะช่วยไล่ยุงได้

เอาตะไคร้หอมหั่นแล้วตำ คั้นเอาแต่น้ำแล้วนำไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมันแล้วนำไปทาผิวหนังกันยุงได้

นำเปลือกส้มโอมาตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาจุดแทนยากันยุงได้

ลองนำไปทำดู รับรองว่าคุณจะไม่ต้องหงุดหงิดกับแมลงพวกนี้อีกต่อไป

Read Full Post »

หนู’ เป็นศัตรูสำคัญในแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด รวมถึงโรงเก็บผลผลิตทางการเกษตรทั้งยังเป็นศัตรูของฟาร์มปศุสัตว์และชุมชนต่าง ๆ ซึ่งแต่ละปีได้สร้างความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกัดทำลายและการปนเปื้อนของเสียของหนู คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังเป็นพาหะนำโรคติดต่อสู่คนและสัตว์เลี้ยงด้วย อาทิ กาฬโรค โรคฉี่หนู และโรคสครับไทฟัส เป็นต้น ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้แนะนำวิธีกำจัดหนูในสวนปาล์มน้ำมันโดยใช้นกแสก ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี

และมีอีกหนึ่งวิธีที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับใช้ปราบหนูในพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนทั่วไป คือ การใช้ปรสิตโปรโตซัว Sarcocystis singaporensis ซึ่งเป็นชีววิธี ที่ได้มีการวิจัยแล้วพบว่า มีศักยภาพสูงในการกำจัดหนูและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นางยุวลักษณ์ ขอประเสริฐ นักสัตววิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการศึกษาวิจัยต่อยอดการใช้โปรโตซัว S. singaporensis เพื่อใช้เป็นสารชีวินทรีย์กำจัดหนูโดยผลิตสปอร์โรซีสต์ของโปรโตซัวชนิดนี้ ให้ได้จำนวนมาก ด้วยการเลี้ยงงูเหลือมภายในโรงเรือนและหนูติดเชื้อไปเป็นอาหารงูเหลือม ซึ่งพบว่างูเหลือมขนาดลำตัวยาวประมาณ 2.5 เมตร สามารถผลิตสปอร์โรซีสต์ได้ไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านสปอร์โรซีสต์ สามารถใช้กำจัดหนูได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ตัว หรือใช้ปราบหนูในนาข้าวได้ประมาณ 300 ไร่

ภายหลังหนูได้รับเชื้อโปรโตซัวระยะสปอร์โรซีสต์แล้ว 10-15 วัน จะแสดงอาการป่วยและตายในที่สุดด้วยสาเหตุอาการน้ำท่วมปอดซึ่งทำให้ระบบการหายใจล้มเหลว หรืออาจทำให้ไตวายได้ ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้นำมูลงูเหลือมที่มีเชื้อโปรโตซัว S.singaporensis มาล้างทำความสะอาดโดยการกรองแล้วปั่นตกตะกอนจาก นั้นเก็บเชื้อไว้ในสารแขวนลอยที่อุณหภูมิ ไม่ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ซึ่งเจ้าหน้าที่ จะนำเชื้อโปรโตซัวมาผลิตเป็นเหยื่อสำเร็จ รูปป้อนให้กับเกษตรกรตามความต้องการ  โดยเป็นเหยื่อแบบแป้งนุ่ม มีน้ำหนักก้อนละ 1 กรัม และมีเชื้อโปรโตซัวบรรจุอยู่ตรง กลางจำนวน 200,000 สปอร์โรซีสต์ต่อก้อนแล้วห่อด้วยกระดาษแก้วขุ่นเพื่อช่วยรักษา คุณภาพเหยื่อ

สำหรับประสิทธิภาพเหยื่อโปรโตซัวสำเร็จรูปนี้ สามารถนำไปใช้ปราบหนูในพื้นที่การเกษตรได้ อาทิ นาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่ถั่วเหลือง ถั่วเขียว สวนปาล์มน้ำมัน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่น ฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ อาคารบ้านเรือน และสถานที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาเรื่องหนู เช่น ตลาดสด เป็นต้น

ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันได้ขอให้กรมวิชาการเกษตรผลิตเหยื่อโปรโตซัวสำเร็จรูปกว่า 200,000 ก้อน เพื่อนำไปใช้กำจัดหนูในสวนปาล์มน้ำมัน  อย่างไรก็ตาม หากสนใจเกี่ยวกับเหยื่อโปรโตซัวสำเร็จรูปชนิดนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสัตววิทยาการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2579-5583 ต่อ 160, 161.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553

Read Full Post »

วันนี้มีวิธีการทำน้ำฟักข้าวมาฝาก อย่างที่ทราบกัน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีวิตามิน A สูงมาก มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงเช่น Oleic Acids, Palmilic Acids,Linoleic Acids และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน (อาจารย์บอกมาครับ) และมีแคลเชี่ยมสูงด้วยครับ เพราะฉนั้นผมจึงมีความเชื่อว่าฟักข้าวเป็นอาหารที่มีประโยชน์กับคนทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราและสามารทานได้หมด จะช่วยเป็นอาหารเสริมที่รางกายขาดหายไปได้ น่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีงานวิจัยที่พบว่ามันมีสารที่เป็นประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ และโรคโลหิตจางในเด็กเป็นต้น สารที่ช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคที่กล่าวมาคือ ไลโคปีน ที่มีมากในมะเขือเทศ แต่ในฟักข้าวมีมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่าเลยทีเดียว ต่างประเทศเค้าเอามาทำเป็นอาหารเสริมจำหน่ายทำเป็นธุรกิจอย่างเป็ยล่ำเป็นสันกันเลยทีเดียวครับ เอาหละเรามาดูวิธีการทำน้ำฟักข้าวกัน

ต้องใช้ฟักข้าวสุกนะครับ

1.แยกเยื่อหุ้มเมล็ดออกจากเมล็ดก่อนนะครับ

2.ใช้ชอนควักเอาเนื้อของผลออกมาด้วย (เนื้อจะทำให้น้ำฟักข้าวเนียนนุ่มน่ารับประทานและทำหน้าที่แทนเจลลาตินให้น้ำเป็นวุ้นเข้มข้น)

3.นำเนื้อผลและเยื่อหุ้มเมล็ดมาปั่นรวมกันเติมน้ำเสารส (หรือผลไม้อื่นๆที่มีรสเปรี้ยว) ตามชอบ ผมใช้ ฟักข้าว 22.5% +น้ำเสาวรส 5% หรือเกินนิดหน่อยถ้าชอบเปรี้ยวมาก + น้ำตาลฟลุกโทส (หรือน้ำตาลทรายก็ได้) 8% ที่เหลือเป็นน้ำปล่าวครับ 65%  (ความเปรี้ยวจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 – 5  ความหวานจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 Brix)

4.ละลายน้ำตาลในหม้อให้ละลายให้หมดก่อน แล้วเติมส่วนผสมจากข้อ 3 ลงไปคนให้เข้ากันกับน้ำละลาย

สังเกตุการคนครั้งแรกจะเกิดฟองอากาศค่อนข้างมาก แต่เมื่อคนไปเรื่อยๆ ฟองจะลดลงจนหายไป แสดงว่าเข้ากันดีแล้ว

5.น้ำไปพาสเจอร์ไร้ท์ โดยการต้มไฟให้อุณหภูมิ 82 องศา นาน 2 นาที(สังเกตุพอเดือดก็ได้ครับ แต่ผมใช้ termomitor วัด)

ในขณะที่ต้มคนบ่อย ๆ นะครับจะได้ไม่ไหม้ที่ก้นหม้อต้ม ถ้าไหม้ก็หมดกัน เททิ้งถ้าทานไม่ได้

6.เมื่ออุณหภูมิได้ที่แล้วนำไปลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วด้วยน้ำ โดยนำน้ำใส่กาลมังแล้วนำหม้อต้มไปแช่และกวนไปด้วยให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นน้ำเย็นได้ยิ่งดี เหตุผลเพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่นและรสชาติของผลไม้ไว้ให้ได้มากที่สุด

7.บรรจุขวดปิดฝาให้สนิท แช่น้ำเย็นอีกครั้งหนึง ก่อนนำเข้าตู้เย็นในช่องธรรมดานะครับ ให้เย็นจัดจะอร่อยมาก ถ้าจะให้ถึงใจต้องแช่น้ำแข็ง สุดยอด (อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ 45-50 องศาซีครับ)

ข้อควรระวัง ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา หรือให้อยู่ในความเย็น เก็บไว้ทานได้ ประมาณ 15-20 วัน ไม่เสีย

รสชาติเติมเต็มกันตามความชอบนะครับ

หมายเหตุ: สาเหตุที่ต้มก็เพราะนอกจากจะเป็นการฆ่าเชื้อที่เป็นอันตรายต่อทางเดินอาหารแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เป็นกาเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของไลโคปีนด้วย ซึ่งร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

งานวิจัยจาก ม.สงขลาฯ ครับ http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/article8-51.asp

ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานอยากทานไม่ควรใช้น้ำตาล แต่ให้ใช้สารให้ความหวานที่ไม่เป็นอัตรายต่อร่างกายแทน ส่วนผมใช้ Mollital ครับ ผู้ที่เป็นเบาหวานทานได้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นครับ

Read Full Post »

การกำจัดไรไก่ด้วยวิธีง่ายๆ ตัวไรเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ชอบเกาะอยู่ตามตัวไก่กินเลือดไก่เป็นอาหาร ถ้าไก่ที่กำลังฟักไข่มีตัวไรมาเกาะกินมากๆ ไก่จะไม่มีสมาธิในการฟักไข่ เพราะไก่ก็มีความรู้สึกรำคาญจะคอยขยับตัวอยู่ตลอดเวลาทำให้ไข่ฟักออกเป็นตัวได้น้อย หรือไข่อาจเสียไปเลยก็ได้ ดังนั้นจึงควรกำจัดไรไก่ให้หมดไป วิธีกำจัดไรไก่ง่ายนิดเดียว

1.ซื้อชอล์กฆ่ามดที่ขายตามท้องตลาดมาหนึ่งแท่ง นำมาบดให้ละเอียดเป็นผง และนำไปโรยในรังไก่ ที่กำลังฟักไข่ ไรไก่ก็จะตายหมด ไก่ก็จะฟักไข่อย่างมีความสุขไข่จะฟักออกเป็นตัวทุกฟอง ใครมีปัญหาลองไปทำดูนะครับรับรองได้ผลแน่นอน

2.ยากำจัดไรที่ตัวไก่ที่ให้ผลดีและมีความปลอดภัยสูงต่อไก่มีหลายชนิด ที่หาซื้อง่ายและใช้กันบ่อยคือ เนกูวอนผงละลายน้ำใช้ฉีดหรือจุ่มตัวไก่ ผงโรยตัว

3.ส่วนการกำจัดไร แมลง หรือมดในรังฟัก เคยนำยาฆ่าแมลงชนิดผง ตัวยาออกฤทธิ์ ไซเปอร์เมทตริน (Cypermethrin) มาโรยเคล้ากับขี่เลื่อยเล้กน้อย ตากทิ้งไว้ 24-48 ชม.แล้วนำไปใช้ปูพื้นรังได้ผลดี

4.ชาวไก่ชน แต่ โบราณกาล ใช้ ยาฉุนครับ(ยาเส้น,ยาสูบ,ยาตั้ง)

ไรที่ตัวไก่ นำยาฉุน แช่น้ำไว้ สัก 2-3 ชั่วโมง แล้วนำน้ำที่ได้นี้ไปอาบให้ไก่ (อาบน้ำไก่) ให้ทั่วตัวไก่

ไรตามรังไก่ ใช้ผมยาฉุน โรยให้ทั่วๆ รังไก่

ไรตามพื้นเล้า ใช้ น้ำที่แช่ยาฉุน ราดรด(ใช้บัวรดน้ำแบบรดต้นไม้)

5.วิธีของชาวบ้าน ให้นำยาเส้นอย่างฉุนนำมาผสมน้ำอาบให้แทรกซึมทั่วทุกเส้นขน อีกวิธีก็ใช้ขมิ้นกราดให้ทั่วตัว(วิธีนี้อาจทำให้ไก่สีเปลี่ยน) สองวิธีนี้ใช้ได้ผลดีพอควร ถ้ากำจัดไรในรังไก่ฟัก ใช้ยาเส้น กับตะไคร้ วางไว้ใต้รังครับ

6.คุณแม่สมศรี เพชรดง  เกษตรกรบ้านโนนสมบรูณ์ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น
มีเทคนิคในการกำจัดไรไก่ด้วยเปลือกทุเรียนแห้ง ผลทุเรียนที่เราชื้อมารับทานกันจะเหลือเปลือกทุเรียนที่หนามให้เรานำเปลือกที่ยังไม่แห้งมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปตากแห้งประมาน 3 แดด พอแห้งได้ที่แล้วให้นำไปวางตามรังไก่ก่อนที่จะเอาเศษฟางใส่ทับอีกที่ (เดี๋ยวหนามทุเรียนจะทิ่มตูดไก่เอา) วิธีการนี้ช่วยกำจัดไรไก่ได้อย่างน่าทึ่งเลยที่เดียวครับ
อีกอย่างหนึ่งกลิ่นที่ออกมาตามเหล้าไก่จะหมดไปเมื่อใช้เปลือกทุเรียนแห้งวางเป็นจุดๆตามเหล้าไก่ เพราะว่าเปลือกทุเรียนที่ตากแห้งแล้วเมื่อนำมาสูดดมดูกลิ่นจะหอมคล้ายยาจีน จึงสามารถดับกลิ่นมูลไก่ได้อย่างดี และหมดปัญญาเรื่องไรไก่ได้อย่างอัศจรรย์ยิ่ง

ที่มา http://www.kasetporpeang.com

Read Full Post »

การทาบกิ่ง

คือ การนำต้นพืช 2 ต้นเป็นต้นเดียวกัน โดยส่วนของต้นตอที่นำมาทาบกิ่ง จะทำหน้าที่เป็นระบบรากอาหารให้กับต้นพันธุ์ดี โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์เพศปราศจากโรคและแมลง

2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปโล่ยาวประมาณ 1 – 2 นิ้ว
3. เฉือนต้นตอเป็นรูปปากฉลาม

4. ประกบแผลต้นตอเข้ากับกิ่งพันธุ์ดี พันพลาสติกให้แน่น แล้วมัดต้นตอ กับกิ่งพันธุ์ด้วยเชือกหรือลวด

5. ประมาณ 6 – 7 สัปดาห์ แผลจะติดกันดี รากตุ้มต้นตอจะงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มมีสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอ จึงจะตัดได้

6. นำลงถุงเพาะชำ พร้อมปักหลังค้ำยัน ต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม

Read Full Post »

Older Posts »