Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘คลังความรู้’ Category

ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่ว  ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง  100 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง  ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ  6  มิลลิเมตร มี 10 -20  เมล็ด / ฝัก

การเตรียมดินและการปลูก มี  2  วิธี

1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน
1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว  ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว  วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว
1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง  หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น

2. ปลูกโดยการเตรียมดิน
ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้  ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี

การดูแลรักษา
หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ  3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน  ไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ  50 – 60 วัน
ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ  120 – 130 วัน ศัตรูที่สำคัญได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน

การเก็บเกี่ยวผลผลิต   มี 2 วิธี
1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน
2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย  ผลผลิตเฉลี่ย 80 –  120  กิโลกรัมต่อไร่  ราคาเฉลี่ย  20 – 25  บาทต่อกิโลกรัม  จำหน่ายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครราสีมาและเกษตรกร
ทั่วไป

สรุป
การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน
มีนาคม  ไถกลบต้นตอ
จากการยืนยันของเกษตรกร นายสำรวย  โมรานอก  ในการปลูก ปีที่ 1 – 2 การเจริญเติบโตไม่ดีนัก หลังจาก 5 ปี ปอเทืองจะเจริญสมบูรณ์ และข้าวที่ปลูกไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ดังนั้นนอกจากจะเป็นพืชบำรุงดินแล้วยังมีรายได้เสริม 2,000 – 3,000 บาท/ไร่

Advertisements

Read Full Post »

วันนี้มีวิธีการทำน้ำฟักข้าวมาฝาก อย่างที่ทราบกัน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีวิตามิน A สูงมาก มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงเช่น Oleic Acids, Palmilic Acids,Linoleic Acids และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน (อาจารย์บอกมาครับ) และมีแคลเชี่ยมสูงด้วยครับ เพราะฉนั้นผมจึงมีความเชื่อว่าฟักข้าวเป็นอาหารที่มีประโยชน์กับคนทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราและสามารทานได้หมด จะช่วยเป็นอาหารเสริมที่รางกายขาดหายไปได้ น่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีงานวิจัยที่พบว่ามันมีสารที่เป็นประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ และโรคโลหิตจางในเด็กเป็นต้น สารที่ช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคที่กล่าวมาคือ ไลโคปีน ที่มีมากในมะเขือเทศ แต่ในฟักข้าวมีมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่าเลยทีเดียว ต่างประเทศเค้าเอามาทำเป็นอาหารเสริมจำหน่ายทำเป็นธุรกิจอย่างเป็ยล่ำเป็นสันกันเลยทีเดียวครับ เอาหละเรามาดูวิธีการทำน้ำฟักข้าวกัน

ต้องใช้ฟักข้าวสุกนะครับ

1.แยกเยื่อหุ้มเมล็ดออกจากเมล็ดก่อนนะครับ

2.ใช้ชอนควักเอาเนื้อของผลออกมาด้วย (เนื้อจะทำให้น้ำฟักข้าวเนียนนุ่มน่ารับประทานและทำหน้าที่แทนเจลลาตินให้น้ำเป็นวุ้นเข้มข้น)

3.นำเนื้อผลและเยื่อหุ้มเมล็ดมาปั่นรวมกันเติมน้ำเสารส (หรือผลไม้อื่นๆที่มีรสเปรี้ยว) ตามชอบ ผมใช้ ฟักข้าว 22.5% +น้ำเสาวรส 5% หรือเกินนิดหน่อยถ้าชอบเปรี้ยวมาก + น้ำตาลฟลุกโทส (หรือน้ำตาลทรายก็ได้) 8% ที่เหลือเป็นน้ำปล่าวครับ 65%  (ความเปรี้ยวจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 – 5  ความหวานจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 Brix)

4.ละลายน้ำตาลในหม้อให้ละลายให้หมดก่อน แล้วเติมส่วนผสมจากข้อ 3 ลงไปคนให้เข้ากันกับน้ำละลาย

สังเกตุการคนครั้งแรกจะเกิดฟองอากาศค่อนข้างมาก แต่เมื่อคนไปเรื่อยๆ ฟองจะลดลงจนหายไป แสดงว่าเข้ากันดีแล้ว

5.น้ำไปพาสเจอร์ไร้ท์ โดยการต้มไฟให้อุณหภูมิ 82 องศา นาน 2 นาที(สังเกตุพอเดือดก็ได้ครับ แต่ผมใช้ termomitor วัด)

ในขณะที่ต้มคนบ่อย ๆ นะครับจะได้ไม่ไหม้ที่ก้นหม้อต้ม ถ้าไหม้ก็หมดกัน เททิ้งถ้าทานไม่ได้

6.เมื่ออุณหภูมิได้ที่แล้วนำไปลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วด้วยน้ำ โดยนำน้ำใส่กาลมังแล้วนำหม้อต้มไปแช่และกวนไปด้วยให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นน้ำเย็นได้ยิ่งดี เหตุผลเพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่นและรสชาติของผลไม้ไว้ให้ได้มากที่สุด

7.บรรจุขวดปิดฝาให้สนิท แช่น้ำเย็นอีกครั้งหนึง ก่อนนำเข้าตู้เย็นในช่องธรรมดานะครับ ให้เย็นจัดจะอร่อยมาก ถ้าจะให้ถึงใจต้องแช่น้ำแข็ง สุดยอด (อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ 45-50 องศาซีครับ)

ข้อควรระวัง ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา หรือให้อยู่ในความเย็น เก็บไว้ทานได้ ประมาณ 15-20 วัน ไม่เสีย

รสชาติเติมเต็มกันตามความชอบนะครับ

หมายเหตุ: สาเหตุที่ต้มก็เพราะนอกจากจะเป็นการฆ่าเชื้อที่เป็นอันตรายต่อทางเดินอาหารแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เป็นกาเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของไลโคปีนด้วย ซึ่งร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

งานวิจัยจาก ม.สงขลาฯ ครับ http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/article8-51.asp

ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานอยากทานไม่ควรใช้น้ำตาล แต่ให้ใช้สารให้ความหวานที่ไม่เป็นอัตรายต่อร่างกายแทน ส่วนผมใช้ Mollital ครับ ผู้ที่เป็นเบาหวานทานได้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นครับ

Read Full Post »

การทาบกิ่ง

คือ การนำต้นพืช 2 ต้นเป็นต้นเดียวกัน โดยส่วนของต้นตอที่นำมาทาบกิ่ง จะทำหน้าที่เป็นระบบรากอาหารให้กับต้นพันธุ์ดี โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์เพศปราศจากโรคและแมลง

2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปโล่ยาวประมาณ 1 – 2 นิ้ว
3. เฉือนต้นตอเป็นรูปปากฉลาม

4. ประกบแผลต้นตอเข้ากับกิ่งพันธุ์ดี พันพลาสติกให้แน่น แล้วมัดต้นตอ กับกิ่งพันธุ์ด้วยเชือกหรือลวด

5. ประมาณ 6 – 7 สัปดาห์ แผลจะติดกันดี รากตุ้มต้นตอจะงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มมีสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอ จึงจะตัดได้

6. นำลงถุงเพาะชำ พร้อมปักหลังค้ำยัน ต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม

Read Full Post »


โดยทั่วไป การปลูกพริกของเกษตรกรจะมีการใช้สารเคมี แต่ก็มีบางพื้นที่ บางจังหวัดของประเทศไทยที่เกษตรกรได้หันมา ปลูกพริกโดยใช้สารชีวภาพ ซึ่งพริกที่ปลูก โดยใช้สารชีวภาพจะมีการเจริญเติบโต ให้ผลผลิตสูง ปลอดภัยต่อผู้ใช้ แถมยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย

ก็จะมีคำถามเป็นจำนวนมากและบ่อย ครั้งเกี่ยวกับการทำเกษตรชีวภาพ จึงขอชี้แจงให้เกิดความเข้าใจให้ชัดเจนว่า เกษตร ชีวภาพ คืออะไรกันแน่ ในขณะที่ทั่วโลก กำลังตื่นตัวและพยายามเปลี่ยนยุค จากเกษตรเคมีไปเป็นเกษตรชีวภาพ

กษตรชีวภาพ หมายถึง การทำเกษตร เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุชนรุ่นหลัง โดยการพัฒนาปลูก พืชหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดภัย จากสารพิษและเกษตรอินทรีย์ โดยการ หยุดใช้สารเคมีที่เป็นพิษทางการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช ได้แก่ ยาฆ่าแมลง ยาป้องกันกำจัดโรคพืช ยาป้องกันกำจัดแมลง ฯลฯ
เมื่อสมาชิกทุกท่านเข้าใจเกี่ยวกับเกษตร ชีวภาพดีแล้ว วันนี้วิชาชีพปริทัศน์จึงขอนำ วิธี “การปลูกพริก” โดยใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มาแนะนำให้กับสมาชิกได้รู้และเข้าใจกัน เพื่อเป็นแนวทางในการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ต่อไป
เริ่มจากการเตรียมดิน ระหว่างไถพรวน ดินให้รองพื้นด้วยปูนขาว อัตรา 75 ก.ก. ต่อไร่ และปุ๋ย ไบ.โอ.ฮิวมิค.พลัส. อัตรา 50 ก.ก. ต่อไร่ แล้วรดน้ำตาม หรือจะใช้ปุ๋ยดิน ทอง อัตรา 1 แกลลอน (5 ลิตร) ต่อ 1 ไร่ รองพื้น เพื่อปรับสภาพดินและป้องกันกำจัด เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีอยู่ในดิน บ่ม ดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จึงยกร่องกว้าง 1 เมตร สูง 20 ซม. แล้วจึงคลุมผ้ายาง ทำการ เจาะรูผ้ายางให้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ห่างกันประมาณ 50 ซม. เพื่อป้องกันกำจัด วัชพืชในแปลงพริก
การเพาะกล้า ทำการแช่เมล็ดพริกโดย ใช้สารชีวภาพที่เร่งรากและใบ อัตรา 3-5 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเร่งการงอกรากของเมล็ด เมล็ดพริกที่ใช้ปลูกให้แช่ทิ้งไว้ 1 คืน หลังจาก นั้นนำเมล็ดพริกขึ้นจากน้ำ แล้วห่อด้วยผ้า ขาวบางชุบน้ำอีก 1 คืน จึงหว่านเมล็ดลงบน แปลงเพาะ เมื่อต้นกล้าแตกใบแรกหรือ ประมาณ 7 วันหลังหว่าน จึงย้ายมาเพาะต่อ ในถาดหลุมอีกประมาณ 25-30 วัน จึงย้าย กล้ามาปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้
การย้ายกล้าลงแปลงปลูก ก่อนนำต้นกล้าลงแปลงปลูก ให้ใช้ปุ๋ย ไบ.โอ.ฮิวมัส.พลัส หรือปุ๋ยชีวภาพรองก้นหลุม อัตรา 1 ช้อนแกง ต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน เพื่อป้องกัน โรครากเน่า โคนเน่าแล้วรดน้ำตามทันที หรืออาจใช้ปุ๋ยดินทอง (ปุ๋ยชีวภาพ) อัตรา 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรราดดินหรือคลุกเคล้ากับดิน เพื่อใช้ในการรองพื้นก่อนการปลูกพืช
การบำรุงต้นและผล เพื่อกระตุ้นให้ต้น พริกเจริญเติบโตเร็ว ออกดอกสม่ำเสมอ ให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ ไม่มีโรคแมลงมา รบกวน ให้ใช้ปุ๋ยทรีซิน อัตรา 50 ซีซี. + ทรี เท็คซีน อัตรา 30 กรัม (เพื่อป้องกันและกำจัด เชื้อรา) + ซิลเวอร์เอ๊กซ์ตร้า บี.96 อัตรา 30 ซีซี. (เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นพริก) และในช่วงออกดอกให้ใช้ซิลเวอร์เอ็กซ์ตร้า สูตรเดตาดอกแทน + ทรีสตาร์ 5 ซีซี. + เซฟตี้ คิล 50 ซีซี. (เพื่อป้องกันและกำจัดแมลง) + สารจับใบ ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นพริก ทุกๆ 7 วัน ถ้ามีโรคและแมลงมารบกวน ให้ ฉีดพ่นทุก 3-5 วัน และก่อนเก็บผลผลิต ประมาณ 1 สัปดาห์ให้ใช้วานาก้า 20 ซีซี. ฉีดรวมเข้าไปด้วย เพื่อทำให้พริกผลโต สี สวย ได้น้ำหนัก หรือเพื่อความสะดวกและ ประหยัดค่าใช้จ่าย อาจใช้ปุ๋ยชีวภาพปาณิ อัตรา 10 ซีซี.+ปุ๋ยปาณิแครป 10 ซีซี. + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อกระตุ้นให้ต้นพริกเจริญ เติบโตออกดอกสม่ำเสมอ ให้ผลดก ผลมี ขนาดใหญ่ ไม่มีโรคแมลงรบกวน โดยฉีดพ่น ต้นพริก 7-10 วันต่อครั้ง แต่ถ้ามีโรคแมลงมารบกวน อาจฉีดพ่นทุก 3-5 วันและก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 สัปดาห์
การใช้ปุ๋ย หลังย้ายต้นกล้าแล้ว 5 วัน อาจมีการใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 อย่างละ 1 กก. ผสมน้ำ 20 ลิตร หยอดบริเวณโคนต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโต หลังจากนั้น 7 วัน หยอดปุ๋ยซ้ำอีกครั้ง โดยเพิ่ม ปริมาณปุ๋ยอีกอย่างละ 1 กก. จนต้นพริกมี อายุ 30 วัน ให้ทำการฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15 ร่วมกับ 13-21-0 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อหลุม โดยฝังให้ห่างโคนต้น 1 ฝ่ามือ เพื่อเร่งการ ออกดอก พอต้นพริกอายุได้ 45-50 วัน ให้ทำ การฝังปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อ หลุม เพื่อบำรุงเมล็ดพริก แต่ถ้าสมาชิกจะ หลีกเลี่ยงปุ๋ยสูตรดังกล่าว และหันมาใช้ปุ๋ย ชีวภาพที่มีขายในท้องตลาดเช่น ปุ๋ยปาณิ + ปุ๋ยปาณิแครป อัตรา อย่างละ 10 ซีซี. ฉีดพ่น ทุก 7-10 วันจนต้นพริกเก็บเกี่ยวผลผลิต
การให้น้ำ ช่วงย้ายกล้าให้น้ำทุก ๆ 3 วัน จนต้นพริกมาอายุได้ 15 วัน จึงเปลี่ยนเป็น การให้น้ำสัปดาห์ 1 ครั้ง
ปัญหาเรื่องโรคและแมลงจะมีการทำลายน้อยมาก ถ้ามีการใช้ปุ๋ยชีวภาพอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ส่วนมากปัญหาที่พบคือ ยอดหงิก ซึ่งมีสาเหตุมาจากเพลี้ยไฟ ก็อาจ จะมีการป้องกันด้วยการถอนทำลายต้นทิ้ง หรืออาจมีการใช้สารเคมีบ้างในยามที่จำเป็น

ที่มา http://www.ku.ac.th

Read Full Post »

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Read Full Post »